บทที่ 10 ข้าคิดดีแล้ว
“จะ เจ้า หมายความเช่นไร” สวีเหมยลี่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แม้จะรู้ว่าตู้เหลียนเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับฮ่องเต้ แต่ไม่คิดว่าพระองค์จะลงนามประทับตราในหนังสือสัญญาของนางไว้ด้วย
“ข้ายอมลงให้ท่านมามากพอแล้ว หากพวกท่านยังไม่ยอมหาความจริงเรื่องที่อวี้เออร์ตกน้ำได้อย่างไร เรื่องนี้ข้าคงต้องไปรบกวนฝ่าบาทแล้ว” ตู้เหลียนเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอม
ในเมื่อสวีเหมยลี่ชอบปล่อยข่าวเรื่องที่นางและบุตรสาวเป็นสตรีร้ายกาจ นางก็จะทำให้ได้เห็นถึงความร้ายกาจของนางเอง
“เจ้ากล้ารึ” สวีเหมยลี่กรีดร้องออกมา นางทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามาทุบตีตู้เหลียน แต่ถูกเซี่ยถงวู่ขวางไว้เสียก่อน
สวีเหมยลี่นางจะยอมให้ค้นหาความจริงเรื่องที่เซี่ยหรูอวี้ตกน้ำได้อย่างไร ในเมื่อเป็นบุตรสาวของนางที่ผลักเซี่ยหรูอวี้ตกน้ำ ทั้งยังเป็นฝ่ายเรียกนางให้เข้ามาหาที่งานเลี้ยงน้ำชาด้วยตนเอง
“อาเหลียนเจ้าอย่าได้ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้หรือไม่” เซี่ยถงวู่หันมาเอ่ยขอร้องนาง มือทั้งสองข้างก็ยังจับตัวของสวีเหมยลี่ไว้ไม่ยอมปล่อย
“คงจะมิได้ ท่านปล่อยให้นางรังแกข้ากับลูกมาเนิ่นนาน แต่หนนี้นางคิดจะฆ่าอวี้เออร์ให้ตกตาย ทนจะให้ข้าอยู่เฉยโดยไม่ทำอันใดรึ”
“แล้วนางตายหรือไม่เล่า!!!” สวีเหมยลี่ตะโกนออกมาอย่างหมดความอดทน
“หึ น่าขันนัก หากเป็นบุตรสาวของเจ้าที่โดนกระทำ มิใช่ว่าเจ้าจะวิ่งโร่ไปฟ้องตระกูลสวีของเจ้าแล้วหรอกรึ แล้วจะต่างอันใดหากข้าจะนำเรื่องนี้ขึ้นทูลฝ่าบาท เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม”
“กรี๊ดดดดด ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย” สวีเหมยลี่เหมือนจะเสียสติไปแล้ว
เดิมที นางคิดจะมาเยาะเย้ยตู้เหลียนเรื่องที่บุตรสาวนางตกน้ำ ทั้งยังจะมาดูนางถูกเซี่ยถงวู่ตำหนิ แต่ไม่คิดว่าครั้งนี้ตู้เหลียนจะลุกขึ้นมาต่อกรกับนางเช่นนี้ได้
“ท่านพี่ ท่านจะว่าเช่นใด หากท่านไม่จัดการเรื่องนี้ให้ข้า ก็ต้องปล่อยข้ากับลูกไปเสีย” นางจ้องมองเซี่ยถงวู่อย่างไม่ถดถอย
ครั้งนี้นางรู้แก่ใจแล้ว แม้เซี่ยหรูอวี้นางจะเอ่ยเตือนเรื่องบิดาของนางไม่อาจจะทำตามคำขอของตู้เหลียนได้ พอมาฟังถ้อยคำด้วยตนเองนางเจ็บปวดจนด้านชาไปเสียแล้ว
เซี่ยถงวู่กัดฟันแน่น หากเขาสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมต้องมีปัญหากับตระกูลสวี แต่หากไม่ทำยังรั้งตู้เหลียนและบุตรทั้งสองไว้ที่จวนก็มีแต่จะสร้างปัญหา ดีไม่ดีเรื่องนี้อาจจะถึงหูของฮ่องเต้ จนทำให้ตำแหน่งขุนนางของเขาสั่นคลอนเป็นแน่
“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่ สตรีที่ออกไปใช้ชีวิตลำพังต้องลำบากเพียงใดเจ้าก็รู้เรื่องนี้ดี” เขาข่มขู่นางให้นางหวาดกลัว หากต้องเป็นหม้ายย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิม
“ข้าคิดดีแล้ว” แววตาของนางช่างว่างเปล่าจนเซี่ยถงวู่ภายในอกสั่นไหว
“เช่นนั้นข้าจะยอมให้เจ้าพาบุตรทั้งสองออกจากจวนไป” เขาหลับตาลงอย่างจำยอม แม้ไม่อยากเสียนางไป แต่ก็ไม่อาจเสียตำแหน่งหน้าที่ ทั้งไม่อยากมีเรื่องกับตระกูลสวีด้วย
“หึ ไสหัวของพวกเจ้าสามแม่ลูกไปให้เร็วเสีย” สวีเหมยลี่ยกยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ครั้งนี้คงต้องยกความดีความชอบให้บุตรสาวของนางที่ช่วยกำจัดหนามตำใจออกไปได้
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้”
“แล้วอย่าได้นำข้าวของที่จวนของข้าไปเล่า” สวีเหมยลี่ไม่ยอมให้นางได้แบ่งทรัพย์สินออกไปอย่างแน่นอน
“ของเจ้ามีสิ่งใดที่ข้าต้องการ ในเมื่อสินเดิมของข้าคงมีมากกว่าสินเดิมที่ติดตัวเจ้ามาอีกกระมัง” ตู้เหลียนยิ้มเยาะออกมา
ตอนที่สวีเหมยลี่แต่งเข้าจวนตระกูลเซี่ย เซี่ยถงวู่ยังเป็นเพียงขุนนางต่ำต้อย หากมิใช่หน้าตาที่หล่อเหลาของเขา นางก็คงไม่คิดจะแต่งให้อย่างแน่นอน
ตระกูลสวีมิได้พึงใจในตัวบุตรเขยเช่นเซี่ยถงวู่มากนัก จึงให้สินเดิมแก่สวีเหมยลี่ติดตัวมาเพียงไม่กี่หีบ
“จะ เจ้า...”
“พอได้แล้ว กลับเรือนของเจ้าไปเสีย!!!” เซี่ยถงวู่เริ่มหมดความอดทนกับสวีเหมยลี่แล้ว
คนที่ร้ายกาจ คอยใส่ร้ายตู้เหลียนกับบุตรของนาง เขารู้มาตลอดว่าเป็นสองแม่ลูกสวีเหมยลี่และเซี่ยหรันเซียน แต่เพราะมีอำนาจตระกูลสวีที่หนุนหลังจึงไม่อาจจะจัดการได้ แต่ในยามนี้ไม่ใช่แล้ว ในเมื่อเขาต้องเสียคนรัก นางก็ควรจะสงบปากได้แล้ว
“ท่านก็กลับไปด้วย ข้าจะเก็บของ อ้อ...แล้วอย่าลืมหนังสือสัญญาตัดขาดข้าสามคนแม่ลูกเล่า ข้าจะให้แม่นมตามท่านไปรับที่ห้องตำรา” ตู้เหลียนหันหลังเดินกลับเข้าห้องของนางทันที โดยไม่ทันมองใบหน้าของเซี่ยถงวู่ที่มองนางอย่างเจ็บปวด
“นายท่าน เชิญเจ้าค่ะ” แม่นมตู้ผายมือให้เซี่ยถงวู่ออกจากเรือนของตู้เหลียนไป
“เพ้ย!!!” เขาเดินกระทืบเท้าออกไปอย่างไม่พอใจ
ตู้เหลียนปาดน้ำตาออกจากหางตาลวกๆ นางไม่ต้องการไปพบบุตรทั้งสองของนางเพื่อบอกเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งน้ำตา แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยหยวนจะรู้เรื่องเสียแล้ว เขามาพบมารดาที่เรือนของนางด้วยความเป็นห่วง
“ท่านแม่” เขาเดินเข้าไปกอดปลอบมารดา
ตู้เหลียนสะอื้นไห้อยู่ภายในอกของบุตรชาย นางไม่ได้เข้มแข็งเช่นที่แสดงออกเมื่อครู่ นางก็ปวดใจไม่แพ้กัน ยิ่งรู้ว่าบุรุษที่นางรักไม่คิดจะปกป้องนางกับลูกเลย น้ำตาของนางก็ไม่อาจที่จะหยุดไหลได้
“แม่ไม่เป็นอันใดแล้ว เจ้ารีบไปเก็บของเถิด ยังต้องไปที่เรือนของอวี้เออร์เพื่อเก็บของให้นางอีก”
“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องเป็นห่วง น้องบอกข้าก่อนที่จะออกมาจากเรือนของนาง ของมีค่าทั้งหมดนางจะเก็บไว้ในมิติ ท่านเพียงแค่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้นก็พอ”
“อืม แม่เข้าใจแล้ว” นางเกือบลืมเรื่องมิติของบุตรสาวไปเสีย เช่นนี้ก็ดี ของมีค่าทั้งหมดจะได้ไม่ถูกรื้อค้นไปด้วย
นางไม่เคยบอกผู้ใดว่าสินเดิมของนางมีมากเพียงใด แต่ต่อให้ไม่มีมิติของหรูอวี้ ก็ไม่มีผู้ใดกล้านำของที่ฮ่องเต้พระราชทานไปอย่างแน่นอน
